Perfil de chutigonMagazahFotosBlogListasMás ![]() | Ayuda |
|
อยากระบายไร ระบายมาเลยครับ ผมรับได้เสมอแหล่ะ
++JiNg++
escribió:
ไมไม่เห็นอัพสเปซเรยอ่า
งานยุ่งอ่าจิ...อิอิ
15 Oct
Worawit Pergjeenescribió:
ขายตูด ดิ ซุ่นคง ฮิๆ -_-'
7 Ago
JewJaewescribió:
คิถุงคุนพี่จิงๆ- -*ใกล้วานเกิดเค้าแระ ใกล้สอบอีกด้วยยยยTT^TT
อย่าลืมคิดถึงพี่เค้าน้า อย่าลืมคิดถึงนู๋ด้วยเด้อออ
15 Julio
chutigon mekanuwongescribió:
ครายก็ด้าย บอกทีต๊ะ หาตังเยอะๆ ภายใน ปีครึ่งอ่า ซะ 200,000 อ่า ทำงายได้บ้างฟะ
25 Junio
Worawit Pergjeenescribió:
แหมๆ ขำๆ อย่าคิดมาก คิดซ่ะว่าเป็นรสชาติชีวิต อิอิ
15 Junio
|
MagazahThe power of southern Thailand 20 diciembre กล้องใหม่??(3)
ข้อมูลข้างล่างนี่เกิดจากการใช้เรื่องตังเป็นข้อพิจารณาจาก Thecameracity.com
ปล.ความคิดเห็นทั้งหมดนี้เป็นความคิดส่วนตัว อาจมีความผิดพลาด ด้านข้อมูล อะไรที่ผิดคุณๆช่วนกันแก้ก็จะยิ่งดี... ขอบคุณครับ 09 diciembre กล้องใหม่??(2)2. เริ่มหาข้อมูลกล้องใหม่
http://www.pix-one.com/product.asp
08 diciembre กล้องใหม่??(1)ตอนนี้คิดจะซื้อกล้องครับหาข้อมูลอยู่มากมาย และเนื่องจากหา้ข้อมูลมาเยอะ และไม่คิดว่าข้อมูลที่ได้จะถูกทั้งหมดจึงอยากให้คนผ่านไปผ่านมา เห็นว่าเข้าใจผิดไม่เข้าท่าหรือไร จะได้ช่วยผมได้เข้าใจอะไรอะไรได้ถูกต้องยิ่งขึ้น..^ ^ อ่ามาเริ่มกันเลย 1. ความเดิม คือ นานมาแล้วราวสองปีกว่าๆ ได้ ผมได้ ย้ายถิ่นครั้งใหญ่มายังใจกลางของประเทศไทย คือกรุงเทพหน่ะแหล่ะ ได้เจออะไรใหม่ๆมากมาย จนทำให้รู้ว่า โลกเราสวยกว่าที่เราๆ พูดกัน และยังมีอีกหลายอย่างที่ ผมไม่เคยเห็น และอีกหลายๆอย่างที่หลายๆคนไม่มีทางได้เห็น แต่ผมเห็นมัน ถ้าจะให้เล่าใครๆ ถึงสิ่งที่ผมพบผมเจอ มันคงไม่ดีเท่ากับการ บันทึกมันไว้... ในกล้องคู่ใจซักอัน ว่าแล้วจึงมีแพลนซื้อกล้องตัวนึงมาไว้ประดับกาย และด้วยการศึกษา เป็นเวลานาน พอสมควรจากคนที่ไม่มีความรู้ด้านกล้อง ดิจิตอล ยันการถ่ายรูป ก็ได้เห็นผลถูกใจจากกล้อง s5600 ซึ่งเป็นกล้องคอมเพค โปรซูเมอร์ขนาดเล็ก ที่คุณสมบัติครบครัน ราคาก้โอ (15000) ก็เลยถอยมันมา เนื่องการคุณสมบัติที่มามาย ปรับอะไรได้เยอะ ทำให้ระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา ผมได้กดรูปไปมากมาย หลายโหมดหลาย เทคนิค จนตอนนี้... ชักรู้สึกว่า ไม่ไหวแล้ว ชักไม่พอ หลายๆอย่างที่รุ่นไม่มี ทำให้ผมไม่สามารถ ทำในสิ่งที่ผมต้องการได้ ยั๋ง หลังเบลอ รูปชักไม่คม ยั๋งต้องการ วิวไม่ไวด์พอ ปรับแมนนวลโฟกัส ไม่ได้ดังใจ ชักอึดอัด... ในหลายๆครั้งที่พามันไป ต้องรู้สึกไม่พอใจกะการกดรูปไปหลายๆรอบ แล้วมันยังไม่ได้ยั๋งต้องการ... เรามันไม่มักมากป่าวเนี๊ยะ
Fujifilm FinePix S5200 Zoom digital camera specifications
อายุ 2 ปี
Special thanks 26 octubre เขาว่ากันว่า "โลกกลม" ตอนที่ 6
Babel ภาพยนตร์น่าจับตามอง อาจเป็นเรื่องไม่ตั้งใจ (หรือตั้งใจ) แต่หนังสามเรื่องของผู้กำกับที่น่าจับตามากที่สุดคนหนึ่งของเม็กซิโกอย่าง อเลฮานโดร กอนซาเลซ อินาร์ริทูร์ เดินทางมาถึงบ้านเราด้วยระยะห่างที่แทบจะใกล้เคียงกัน นั่นคือ amores perros ในปี 2000, กับ 21 grams ในปี 2003 และมาถึง babel เรื่องนี้ในปี 2007 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 10:00:00 เขียนโดย นันทขว้าง สิรสุนทร giengi@yahoo.com กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ที่ตรงกันอย่างไม่ตั้งใจอีก ก็คือหนังเหล่านี้ ฉายในเดือนแห่งความรักถึง 2 ใน 3 เรื่อง รายละเอียดเหล่านี้ไม่มีความสลักสำคัญอะไรกับหนัง (เว้นเสียแต่ว่าเราจะคิดสนุกแบบเย้ยหยัน เหน็บตัวเองว่า มันคือเรื่องราวที่ควรจะหันมามองความรักอย่างจริงๆ จังๆ ในโลกใบนี้) แต่ที่ตั้งใจแน่นอน ก็คือ type หรือกรอบเฉพาะของเนื้อหาที่เจตนาผูกเรื่องจากหลายๆ ทาง ซึ่งล้วนส่งผลกระทบรุนแรง และทำให้ชีวิตอื่นๆ พลอยได้รับแรงกระแทกและผลพวงตามติดไปด้วย
ไม่ว่าจะเป็นสามเรื่องราวในหนัง ที่มีทั้งโศกนาฏกรรมแข่งกัดหมา, ผู้หญิงที่เสียขาและไอ้หนุ่มมุทะลุใน amores perros, ภรรยา (คริสติน่า) ที่สูญเสียสามีในอุบัติเหตุรถยนต์ และชายหนุ่ม (พอล) ที่ต้องการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ รวมไปถึงแจ๊ค ผู้คลั่งไคล้ศาสนา ล่วงมาถึง babel โครงสร้างนี้ยังคงอยู่ แต่ขยายวงออกไปสู่ผลกระทบระดับทวีปมากขึ้น มีทั้งเด็กสองคนในโมร็อกโกที่แสดงความคะนองเกี่ยวกับการยิงปืนจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ, พี่เลี้ยงสาวที่พาเด็กข้ามเขตแดนและเกิดเรื่องเศร้า, เด็กสาวหน้าตาดีที่เป็นใบ้แต่สูญเสียแม่ และกับพ่อของเธอ ก็ดูจะเคว้งคว้าง อ้างว้างกันทั้งคู่ บางคนมองว่า อินาร์ริทูร์ นั้นใช้ ‘สูตรเก่าหากิน’ ด้วยการเล่าเรื่อง 3-4 เนื้อหาที่มา ‘แตะกัน’ และเชื่อมโยงกัน ผมกลับไม่คิดว่ามันคือเรื่องเสียหาย เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือ หนังจะจับเอาอะไรมาพูด และพูดอย่างไร กลมกลืนและสมดุลกันแค่ไหน จริงๆ แล้ว หนังแบบ กอนซาเลซ อินาร์ริทูร์ นั้น รายละเอียดสำคัญและน่าสนใจกว่าโครงสร้างหรือทิศทางการเล่าเรื่องซึ่งมีแบบของมันอยู่
รายละเอียดเช่นว่า โปสเตอร์หลักของหนังทุกเรื่องที่ใช้ ก็มักจะมีความคล้ายกัน ด้วยการใช้ภาพของตัวละคร มาตัดซอยแบ่งช่องเล็กๆ แคบๆ 3-4 ช่อง หรือให้เห็นหน้าของตัวละครในลักษณะกดทับ ‘สาร’ ที่หนังต้องการจะสื่อกับเราผ่านภาพโปสเตอร์เหล่านี้ก็คือ นี่ไม่ใช่เรื่องชวนรื่นรมย์หรือดูแล้วสนุกสนาน แต่การกดทับที่รู้สึกจากโปสเตอร์นั้น คือเนื้อหาที่จริงจัง ชักชวนให้เรารู้สึกถึงปัญหา (ภาพแบบนี้ถูกใช้บอกความหมายทางอ้อมอยู่บ่อยๆ อีกเรื่องที่ทำได้ดีก็คือ the hours ที่มีหญิงสาวสามคนมายืน ‘เบียดๆ’ กัน อันแสดงถึงความอึดอัดจาก ‘พื้นที่’ ในโลกของเพศหญิง) ประเด็นหนึ่งที่เมื่อพล็อตของ babel ขยายวงไปในระดับของทวีป (เรื่องราวที่นำเสนอ) นั้น แนวคิดของหนังก็ได้รับการขยับขยายไปสู่แง่มุมอื่นๆ ที่น่าสนใจด้วย เพราะขณะที่ amores perros กับ 21 grams โฟกัสเรื่องที่เอามาเล่าอยู่ในพื้นที่หนึ่ง งานชิ้นใหม่เรื่องนี้ ส่งผลกระทบรุนแรงอันไม่ต่างจากการเดินทางของ “กระสุนปืน” ที่คนขายคุยว่ามันเดินทางไปได้ไกลถึงสามกิโล ! ยังไม่นับว่า ‘เสียงของปืน’ ก็คือสารที่ถูกสื่อทางอ้อม เพราะเสียงของปืนไม่เคยเป็นเสียงที่น่าฟัง (เหมือนเสียงดนตรี, เสียงใบไม้ไหว, เสียงสายลมพัด ฯลฯ) และทันทีที่กระสุนนัดนั้นถูกลั่นออกไป เนื้อหาทั้งหมดก็มาเกี่ยวข้องกัน โดยพยายามให้คนดูอยู่ในสถานะของ 'บุคคลที่สาม' ในฐานะผู้มองเห็นเรื่องราว ธีมหนึ่งของ babel ที่ส่งเสียงอันดัง (ไม่แพ้กระสุนปืน) ก็คือ ปัญหาของ communication หรือ ‘การสื่อสารที่ล้มเหลว’ มีรายละเอียดที่ถ้าสังเกตดูจะเห็นว่าเป็นคู่ขนานกันอย่างชัดเจน อาทิเช่น หญิงสาวเป็นใบ้ (ไม่มีเสียง) กับคนปกติ (พูดได้), คนตะวันตก (อเมริกัน) กับคนตะวันออก (เอเชีย), โลกที่พัฒนาแล้ว (เช่น อเมริกัน ผ่านตึกสูงระฟ้า เทคโนโลยีทันสมัย) กับประเทศที่ด้อยพัฒนา (โมร็อกโก) ฯลฯ การไม่สามารถสื่อสารได้อย่างชัดเจน หรือความไม่เข้าใจกันระหว่างการสื่อ ทำให้เด็กสาวคนหนึ่งเกือบเสียอนาคตและชีวิตของเธอ ทำให้เด็กคนหนึ่งต้องตายลง และทำให้ภรรยาของสามีและแม่ของลูกสองคน เกือบจากโลกนี้ไป ผมรู้สึกว่าบทของหนัง มีความคมคายในส่วนนี้ กล่าวคือ นอกจากจะแตะเรื่องการสื่อสารของคนที่ล้มเหลวในระดับวงกว้างแล้ว สิ่งที่แตกยิบย่อยติดตามมาก็คือ อาการหลงทางหรือ lost ของพวกเรานั่นเอง ทุกคนต่างหลงทางในเส้นที่จะต้องเดิน เด็กสาว, นักล่าสัตว์, คนไร้บ้าน และผู้อพยพ รวมไปถึงตัวละครในมิติต่างๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ในหนัง มีอยู่ 2-3 ฉากที่อธิบายอย่างชัดเจนว่า ตัวละครล้มเหลวด้านการสื่อสาร อาทิเช่น ตอนที่ ริชาร์ด(แบรด พิทท์) คุยกับชาวบ้านไม่รู้เรื่อง ภาพของความสับสนมึนงงของเขา เหมือนใครสักคนที่หลงทางตกอยู่ใน ‘พื้นที่’ ที่เขาไม่รู้จัก ทั้งภาษา, วัฒนธรรมและความเข้าใจต่อกัน ประเด็นนั้นไม่ใช่ภาษา ที่เป็นพาหนะของการสื่อสาร แต่กลับเป็นการไม่ยอมฟังความของกันและกัน Babel จะบอกหรือว่า สหรัฐอเมริกากำลังเป็นแบบนั้นสำหรับประเทศที่ด้อยพัฒนาหรืออิรัก หรือ babel จะพูดหรือว่า อเมริกันเองก็ไม่ต่างอะไร ‘คนป่ามีปืน’ ตามแบบฉบับของเฮนรี เดวิด ออโธ ที่มองว่า ปืนที่อันตรายที่สุดก็คือไปตกอยู่ในมือของคนที่ใช้ไม่เป็น (ผ่านเด็กคึกคะนองสองคน) ผมสนุกกับการดูหนังซึ่งจริงจังเกี่ยวกับความคิดอะไรแบบนี้ แต่เมื่อถอยออกมาพิจารณาทีละส่วน กลับพบว่า เมื่อเทียบเคียงกับ amores perros ที่สร้างพลังรุนแรงต่อคนดู และ 21 grams ที่เล่นเรื่องน้ำหนักของหลายสิ่งหลายอย่าง (น้ำหนักของวิญญาณ, นกฮัมมิงเบิร์ด, ช็อกโกแลต) แล้ว ข้อด้อยของหนังที่มาปรากฏในช่วงท้ายของเรื่องก็คือ ความไม่ลงตัวของบทหนัง ซึ่งออกไปทางฟูมฟายอยู่บ้าง ยืดเยื้อจนพล็อตเดินอย่างเชื่องช้าจนเกือบหมดแรง Babel จึงขาดความหนักแน่น กระชับ และความคมคายในการแตะสัมผัสในเรื่อง 4 เรื่อง ที่ส่งผลต่อกันและกัน อย่างไรก็ตาม, นี่คือหนังที่น่าดูเรื่องหนึ่งเท่าที่มีอยู่ในโปรแกรมตอนนี้ มีข้อด้อยแต่ไม่ใช่หนังที่ไม่น่าสนใจหรือเลวร้าย ถามว่าถ้าไม่ดูเรื่องนี้ มีเรื่องไหนที่ไม่ควรพลาด อีกสองเรื่องอยากแนะนำคือ volver (เป็นภาษาสเปนคือ return) กับที่ได้ข่าวว่าโดนแบนไปแล้วก็คือ little children little children มีลักษณะการเล่าเรื่องที่เหมือนกำลังอ่านวรรณกรรม กล่าวคือ มีท่วงทำนองของเรื่องที่กำลังเล่า และมีความงดงามในด้านภาษาคลอเคลียอยู่ โครงสร้างของ little children นั้น ส่งผลกระทบกันและกันเหมือน babel แต่โฟกัสไปที่ชุมชนแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่มีอะไรให้น่าสนใจมากนัก ตัวหนังเองจะว่าไปก็มีลักษณะจงใจในตอนท้ายอยู่สูง จงใจที่ว่านี้คือเจตนาเลือกที่จะให้ข้อสรุปของหนังนั้น จบลงอย่างมีความหวังต่อกัน (ซึ่งก็ดีแล้ว) แนวทางและอารมณ์นั้น little children มีความละม้ายกับ American beauty อยู่มาก ทั้งการเสนอประเด็นในมิติต่างๆ และการเลือกที่จะนำพาตัวละครให้เกิดความเข้าใจถึงขั้นสว่างไสวทางปัญญา (enlightenment) ท่านใดชมเรื่องนี้ลอง ‘สนุกคิด’ ในรายละเอียดเหล่านี้ดูนะครับ คิดได้แล้วลองบอกๆ กันบ้าง รายละเอียดที่น่าสนุกคิดและผมสนุกสนานนึกไปเรียบร้อยแล้ว ก็คือ 1.ทำไมใน little children เขาต้องอ้างถึงวรรณกรรม มาดามโบวารี (ของกุสตาฟ โฟลแบรต์) ? ที่มา >> http://www.actingcenter.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=391438&Ntype=1 เขาว่ากันว่า "โลกกลม" ตอนที่ 5Six Degrees of Kevin Bacon
Here’s how we do it:
FROM << http://www.thomaspmbarnett.com/projects/newrulesset/FDIreport7.htm Six Degrees of IUYou know the motto of the Indiana University Alumni Association is “Connecting alumni. Serving IU.” And you know the IUAA connects our alumni through our online directory, class notes, reunions, and other events. But it turns out some of our alumni and faculty are better connected than we thought. Based on the Gen-X party pastime “Six Degrees of Kevin Bacon,” this game is easy. Beginning on the left, connect each person to the person on the right via movies, TV, or personal relationships. In every case, six steps will take you to the most connected man in the universe, Kevin Bacon. We’ve given you hints. Can you figure out the connections? Check your answers at the bottom of this page.
“Six Degrees of IU” was compiled by Amanda Zuicens-Williams, BA’01, who is the distant cousin of June Carter Cash. Cash was in The Apostle (1997) with Robert Duvall, who was in Secondhand Lions (2003) with Haley Joel Osment, who was in Mixed Nuts (1994) with Steve Martin, who was in Novocaine (2001) with — you guessed it — Kevin Bacon. 10 septiembre เขาว่ากันว่า "โลกกลม" ตอนที่ 4หน้าที่ 2 - ทฤษฎี "อยู่ห่างแค่ไหน ก็ไม่ไกลเกิน 6 ช่วง" ที่มา จาก วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) update ครั้งสุดท้ายเมื่อ 07:00 วันที่ 1 มกราคม 2513
ทฤษฎี ‘อยู่ห่างแค่ไหน ก็ไม่ไกลเกิน 6 ช่วง’ นี้ ถูกขยายผลโดยการนำไปทำเป็นละครบรอดเวย์และภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน แถมยังถูกดัดแปลงไปเป็นเกมที่เรียกว่า Six Degrees of Kevin Bacon ที่คุณพาธา อินทรธรรม เจ้าของคอลัมน์ Bite Me! ในนิตยสาร IMAGE ได้กรุณาขยายความให้ฟังว่า “อย่างที่เขาบอกว่า เควิน เบคอน เป็นศูนย์กลางฮอลลีวู้ด ใช่มั้ยล่ะ เพราะสมมุติว่าจะโยงดาราคนหนึ่งเข้ากับอีกคนหนึ่ง ก็จะต้องผ่านพ่อเควินเสมอ เช่น จะโยง จูเลีย โรเบิร์ตส เข้ากับทอม ครูซ ก็ต้องบอกว่า จูเลียเคยเล่นหนังกับเควินเรื่อง Flatliners แล้วเควินเคยเล่นหนังกับ เควิน (คอสต์เนอร์) เรื่อง JFK เรื่อง JFK ผู้กำกับคือ โอลิเวอร์สโตน แล้วโอลิเวอร์เคยกำกับทอม ครูซ ใน Born on the Fourth of July เป็นต้น อย่างนี้เรียกว่า ... โยงได้แค่ 4 ทอดเท่านั้น” (แฟน ๆ คุณพาธา อย่าแอบไปบอกแกเชียวนะครับ ผมกลัวโดนกัดจน ‘เหวอะ!’ เพราะยังไม่อยากติดเชื้อ ‘อัจฉริยะ + สัพพัญญู’ !)
เรื่องนี้ถูกทิ้งไว้เป็นปริศนาลึกลับในวงวิชาการมานาน จนถึงยุคเทคโนโลยีสารสนเทศครองโลก นักวิจัยของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียนำโดย ดันแคน วัตต์ส (Duncan Watts) ก็หยิบปริศนาโลกใบเล็กขึ้นมาปัดฝุ่นอีกครั้ง คราวนี้จะทดสอบกันทั่วโลกบนอินเทอร์เน็ต โดยใช้อีเมล์ วิธีการโดยย่อคือ ขอให้ผู้ร่วมการทดลองกว่า 50,000 คน จาก 171 ประเทศทั่วโลก ส่งอีเมล์ไปยังเป้าหมายหนึ่งคน จากตัวเลือกทั้งหมด 18 คน ซึ่งกระจายอยู่ทั่วโลก โดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์จะทำการตรวจติดตามการเดินทางของอีเมล์ที่ส่งออกไปทุกฉบับว่า ไปถึงไหนและผ่านไปกี่มือแล้ว (ใครสนใจอยากร่วมสนุก ลองเข้าไปที่เว็บเพจที่ให้ไว้ท้ายบทความได้ครับ) นักวิชาการที่สนใจขุดเรื่องนี้ขึ้นมาใหม่บอกว่า ปรากฏการณ์นี้สำคัญ เพราะจะช่วยให้เราเข้าใจเครือข่ายต่าง ๆ ทั้งในธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้น ตั้งแต่การทำงานของสมองซึ่งประกอบไปด้วยเครือข่ายของเซลล์ประสาทจำนวนมาก การสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตซึ่งมีคนใช้งานมหาศาล ระบบเศรษฐกิจอันซับซ้อนที่มีผู้คนและองค์กรต่าง ๆ เกี่ยวข้องมากมาย รวมทั้งการแพร่ของข่าวลือ และการแพร่ระบาดของโรค อีกด้วย! แต่ใช่ว่านักวิชาการจะเห็นด้วยกับแนวคิด Six Degrees of Separation หรือ ‘อยู่ห่างแค่ไหนก็ไม่ไกลเกิน 6’ ไปเสียทั้งหมด อย่าง จูดี ไคล์นเฟลด์ (Judith Kleinfeld) นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยอลาสก้าในแฟร์แบงค์ส (University of Alaska in Fairbanks) ได้ลองไปสืบค้นงานวิจัยของมิลแกรม และพบหลักฐานบางอย่างที่ทำให้ข้องใจ เช่น จากจดหมายราว 300 ฉบับที่ส่งออกไปนั้น มีแค่ 29% ที่ไปถึงมือผู้รับเป้าหมาย และค่าเฉลี่ยที่อ้างว่าเท่ากับ 6 นี้ ก็คิดมาจากจดหมายที่ส่งแล้วถึงที่หมายเท่านั้น ไม่ได้คิดจากจดหมายเริ่มต้นทั้งหมด เป็นต้น ไคล์นเฟลด์ยังฟาดหางมาที่การทดลองชุดใหม่บนอินเทอร์เน็ตด้วยว่า การใช้อีเมล์นี่พลาดประเด็นสำคัญไป เพราะถ้ามองทั้งโลกจริง ๆ แล้ว แม้จะมีคนใช้คอมพิวเตอร์มาก แต่กลุ่มคนเหล่านี้มีรายได้และการศึกษาในระดับที่ไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะคนที่มีรายได้น้อย หรือคนที่ด้อยโอกาสก็จะไม่มีทางได้รับการติดต่อโดยอีเมล์ เธอยังหยิกแถมด้วยว่า “ดิฉันคิดว่า พวกนักวิทยาศาสตร์นี่อยู่ในโลกแคบ (ของตนเอง) จริง ๆ”
เขาว่ากันว่า "โลกกลม" ตอนที่ 3
หน้าที่ 1 - ปรากฏการณ์ โลกใบเล็ก : ที่มา จาก วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) update ครั้งสุดท้ายเมื่อ 07:00 วันที่ 1 มกราคม 2513 คนทั้งโลกรู้จักกันไม่เกิน 6 ช่วง ... จริงหรือ?
แต่ระยะห่างแค่ 3 นี่มันช่างน้อยจนน่าสงสัยเสียจริง! เรื่องนี้ทำให้ สแตนเลย์ มิลแกรม (Stanley Milgram) นักจิตวิทยาสังคมของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สงสัยเป็นอย่างยิ่ง และด้วยความที่เป็นนักทดลอง มิลแกรมจึงได้คิดวิธีการทดสอบขึ้นเอง โดยเขาได้สุ่มชื่อของคนในรัฐแคนซัสและเนบราสกา ราว 300 คน และขอให้คนกลุ่มนี้ส่งต่อเอกสารไปยัง ‘เป้าหมาย’ ซึ่งเป็นคนที่อาศัยในเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ โดยในการส่งนั้น ‘ผู้เริ่มส่ง’ จะส่งเอกสารนี้ไปยัง ‘คนกลาง’ ที่เขารู้จักซึ่งเขาคิดว่าน่าจะส่งเอกสารต่อไปยังเป้าหมาย (ที่เขาไม่รู้จัก) ได้ใกล้เคียงกว่า
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|